อาการซึมช่วงบ่ายที่ทำให้คุณรู้สึกเฉื่อยชา, ไม่มีสมาธิ, และเฝ้ารอเวลาเลิกงานนั้น พวกเราทุกคนต่างเคยประสบมาแล้วใช่ไหมครับ/ค่ะ? การลดลงของพลังงานนี้มักเกิดจากหลายปัจจัยร่วมกัน ได้แก่ ระดับน้ำตาลในเลือดที่ผันผวนหลังอาหารกลางวัน, การนั่งในท่าเดิมเป็นเวลานาน, และความเหนื่อยล้าทางจิตใจจากการทำงานต่อเนื่อง. ร่างกายของเราไม่ได้ถูกออกแบบมาให้นั่งนิ่งๆ และจ้องหน้าจอติดต่อกันหลายชั่วโมง. ท่าทางที่ไม่เหมาะสมสามารถทำให้คอและหลังตึงเครียด ขัดขวางการไหลเวียนโลหิต ในขณะที่อาหารกลางวันที่หนักและผ่านการแปรรูปมากๆ สามารถกระตุ้น "อาการโคม่าจากอาหาร" เมื่อระบบย่อยอาหารทำงานหนักเกินไป. เพื่อฟื้นคืนพลังงานในยามบ่าย ให้เริ่มต้นที่อาหารกลางวันของคุณ: เลือกโปรตีนไม่ติดมัน, คาร์โบไฮเดรตเชิงซ้อน, และผักใบเขียวให้เพียงพอเพื่อรักษาระดับน้ำตาลในเลือดให้คงที่และเป็นเชื้อเพลิงให้สมองของคุณ. ถัดมา, ปรับปรุงพื้นที่ทำงานของคุณโดยให้จอภาพอยู่ในระดับสายตา, วางเท้าบนพื้นราบ, และมีที่รองรับแขนเพื่อป้องกันการตึงเครียด. ที่สำคัญ, ควรลุกขึ้นเปลี่ยนอิริยาบถทุกๆ 30-60 นาที ด้วยการเดินสั้นๆ, ยืดเส้นยืดสาย, หรือแม้แต่ยืนขึ้นขณะรับโทรศัพท์. การดื่มน้ำให้เพียงพอตลอดวันยังช่วยต่อสู้กับความเหนื่อยล้าและช่วยในการย่อยอาหาร. ฟังเสียงร่างกายของคุณ; การงีบหลับสั้นๆ 15 นาที หรือการหายใจอย่างมีสติสามารถเพิ่มประสิทธิภาพการทำงานและความเป็นอยู่ที่ดีของคุณได้อย่างมาก. ด้วยการปรับเปลี่ยนเล็กๆ น้อยๆ เหล่านี้ คุณสามารถเปลี่ยนช่วงบ่ายที่เฉื่อยชาให้กลายเป็นช่วงเวลาที่กระตือรือร้นและมีพลังได้.